ฝ่าฝืน ข้อบังคับ กรณีร้ายแรง

ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน   ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย   ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

                  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7313/2550

ท. มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเขตภาคเหนือของบริษัท ฮ. มีหน้าที่บริหารงานของบริษัท ฮ. ให้สามารถผลิตสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยมีประสิทธิภาพ รับผิดชอบโรงงานของบริษัท ฮ. ถึง 4 แห่ง แต่กลับให้ บริษัท ช. ซึ่งประกอบกิจการอย่างเดียวกันกับบริษัท ฮ. จัดตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในบริเวณโรงงานของบริษัท ฮ. โดย อ. ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของ ท. ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท ช. พฤติการณ์ของ ท. จึงเป็นปรปักษ์ต่อทางการค้าและเป็นการดำเนินธุรกิจแข่งขันกับบริษัท ฮ. ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันเป็นกรณีที่ร้ายแรง บริษัท ฮ. จึงเลิกจ้าง ท. ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง ของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน


หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้ กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522

มาตรา 49 การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 583 ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดีหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดีละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดีหรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้

         กฎหมายแรงงาน คำว่า “การฝ่าฝืนกรณีที่ร้ายแรง” มักจะเกิดปัญหาในการวินิจฉัยตัดสินของ HR หรือ ER (Employee Relations) ว่า มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร ว่าลูกจ้างกระทำความผิดนั้นเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง ขอให้ท่านได้ศึกษากฎหมายและตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑

มาตรา ๑๑๙  นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(๒)    จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

หมาย ความว่า ถ้าลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับกรณีที่ร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตักเตือนก่อน และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ ดังนั้น HR หรือ ER จึงต้องศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

การฝ่าฝืนกรณีที่ร้ายแรงมีอยู่หลายกรณี คือ  

1. การฝ่าฝืนที่ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายผิดปกติธรรมดา

        การกระทำบางอย่างไม่เป็นกรณีร้ายแรงในตัว  แต่เมื่อพิจารณาถึงกิจการงานของนายจ้างแล้วจะเสียหายแก่นายจ้างร้ายแรง เช่น ลูกจ้างทะเลาะวิวาทกันไม่ถึงกับทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ  ถ้า เกิดเหตุในโรงงานไม่ใช่กรณีร้ายแรง แต่ถ้าลูกจ้างภัตตาคารหรือสถานบริการทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าแขกที่มารับ บริการ อาจทำให้เสียชื่อเสียง ทำให้แขกหวั่นเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเมื่อมาใช้บริการ จึงเป็นเรื่องร้ายแรง     

         การ สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบโดยทั่วไป สูบในห้องน้ำไม่ร้ายแรง แต่ถ้าลูกจ้างสูบบุหรี่บริเวณปั๊มน้ำมัน คลังเก็บสารเคมี หรือคลังเก็บสินค้า แม้ว่ายังไม่เกิดความเสียหาย ถือว่าย่อมเล็งเห็นผลที่จะเกิดความเสียหายได้ ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

2. การฝ่าฝืนที่เป็นการผิดกฎหมายอาญา

        การกระทำผิดกฎหมายอาญาโดยปกติถือว่าร้ายแรง เช่น การเป็นเจ้ามือหวยใต้ดินในที่ทำงาน  การปลอมแปลงใบรับรองแพทย์  การ เล่นการพนันไม่ว่าเล่นในเวลาทำงานหรือนอกเวลาก็ตาม ถ้าเล่นในบริเวณบริษัทเป็นเรื่องร้ายแรง ทำร้ายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ พกพาอาวุธปืน  ทำร้ายร่างกายหัวหน้างานเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่

         แต่ การฝ่าฝืนที่มีความผิดอาญาไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรงทุกกรณี หากเป็นความผิดเล็กน้อย มีโทษเล็กน้อยก็ไม่ร้ายแรง เช่น การดูหมิ่นเพื่อนร่วมงาน ทะเลาะวิวาท ก่อความวุ่นวาย การทำร้ายเพื่อนร่วมงานไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษมีโทษเล็กน้อย นายจ้างจะเลิกจ้างทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ ต้องมีการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน        

3. การฝ่าฝืนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิจการของนายจ้าง

       การเปิดเผยความลับเกี่ยวกับกิจการของนายจ้าง  ยุยง ก่อความไม่สงบในหมู่ลูกจ้าง เปิดกิจการค้าขายแข่งกับนายจ้าง ช่วยค้าขายให้ผู้อื่นที่มีกิจการอย่างเดียวกับนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนกรณีที่ร้ายแรง

     การดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่หรือมึนเมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง  แต่ การดื่มสุราอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อกิจการของนายจ้างถือเป็นเรื่องร้ายแรง เช่น บริษัทรักษาความปลอดภัย ได้ทำสัญญากับลูกค้าว่า รปภ.ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่จะต้องงดการดื่มสุราก่อนเข้างาน 4 ชั่วโมงและบริษัทกำหนดห้าม รปภ. ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นการที่ รปภ.ดื่มสุราก่อนเริ่มงานถือเป็นความผิดกรณีร้ายแรง  หรือ กรณีพนักงานขับรถรับส่งผู้บริหารหรือลูกค้า ต้องปฏิบัติหน้าที่ส่งผู้โดยสารให้ถึงจุดหมายด้วยความปลอดภัย ดังนั้น หากพนักงานขับรถดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงถือว่าเป็นความผิดกรณีร้าย แรง

4. การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับที่ระบุว่าเป็นกรณีร้ายแรง

    นาย จ้างอาจกำหนดว่าการฝ่าฝืนกรณีใดบ้างที่เป็นกรณีร้ายแรง ย่อมมีผลเป็นไปตามระเบียบที่นายจ้างกำหนด แต่หากเป็นกรณีไม่ร้ายแรงแล้วนายจ้างกำหนดว่าร้ายแรง โดยไม่มีเหตุพิเศษใดๆ ศาลจะไม่ยอมรับว่าความผิดนั้นร้ายแรง เช่น การระบุว่าการขาดงานหนึ่งวันเป็นความผิดร้ายแรง เป็นการขัดต่อกฎหมาย ไม่มีผลใช้บังคับได้

      แต่ ถ้ากฎหมายระบุว่าเป็นกรณีร้ายแรง หากระเบียบข้อบังคับระบุว่าไม่เป็นความผิดร้ายแรงก็ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อ บังคับ ซึ่งถือว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้าง นายจ้างจะอ้างว่าร้ายแรงไม่ได้    

5. การฝ่าฝืนที่ส่อไปในทางทุจริต

         การ ฝ่าฝืนบางกรณีแม้ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เมื่อพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้างแล้ว เห็นได้ว่ามีผลประโยชน์ได้เสีย แม้ว่าลูกจ้างจะไม่ได้ทุจริตและไม่ได้ผลประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกรณีร้ายแรง เช่น ธนาคารห้ามพนักงานกู้ยืมเงินจากลูกค้า พนักงานนับเงินไปกู้ยืมเงินลูกค้า อาจไม่เป็นกรณีร้ายแรง แต่ถ้าเป็นผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบหลักทรัพย์และประเมินราคา  มีอำนาจให้คุณให้โทษลูกค้าได้   ดังนั้น การที่ผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อไปกู้ยืมเงินลูกค้า ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกรณีร้ายแรง     

      ดังนั้น ถือเป็นหน้าที่ของ HR หรือ ER ที่ต้องเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ระบุเหตุการณ์การกระทำให้ชัดเจนทั้ง ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์เป็นอย่างไร คู่กรณีหรือประจักษ์พยานมีใครบ้าง ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร หากการฝ่าฝืนเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง นายจ้างจะต้องเคยตักเตือนเป็นหนังสือก่อน แล้วลูกจ้างกระทำความผิดซ้ำในหัวข้อเดิมอีก นายจ้างจึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ 3

เครดิต   //www.oknation.net/blog/Smartlearning/2010/11/18/entry-1

Toplist

โพสต์ล่าสุด

แท็ก